“รอยสิว หลุมสิว” สาเหตุของผิวไม่เรียบเนียน แก้ยังไงดี?

จุดด่างดำ รอยดำ รอยแดง หลุมสิว เป็นปัญหาผิวที่มักจะตามมาหลังการเป็นสิว แม้จะไม่เกิดอันตรายต่อผิว แต่ปัญหาเหล่านี้มักส่งผลต่อความมั่นใจของหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า แต่งตัว การถ่ายรูป รวมไปถึงความมั่นใจในการเข้าสังคม พูดคุยกับผู้อื่น

 

เพื่อที่จะมีภาพลักษณ์ที่ดูดียิ่งขึ้น ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้น วันนี้จะมาช่วยแนะนำวิธีการดูแลรักษา รอยสิว หลุมสิว แบบเข้าใจตั้งแต่ต้นเหตุ พร้อมทั้งวิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวเหล่านี้มากขึ้นค่ะ

 

รอยสิว

รอยดำสิว

“รอยสิว” มีกี่ประเภท เกิดจากอะไร?

รอยสิว มีลักษณะคล้ายกับรอยแผล ที่เกิดหลังการรักษาสิว แกะสิว กดสิว ทำให้เกิดรอยแผลสีน้ำตาลหรือสีแดง อยู่บริเวณที่เคยเป็นสิว 

โดยจะขออแบ่งรอยสิวออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ค่ะ

รอยแดงจากสิว เกิดจากการบีบสิว แกะสิวประเภทสิวอุดตัน สิวอักเสบ หากทำโดยไม่รักษาความสะอาด จะทำให้เกิดการอักเสบได้ ทำให้ร่างกายเริ่มกระบวนการฟื้นฟูตัวเองโดยการลำเลียงเลือดไปรักษาบริเวณที่ติดเชื้อ ทำให้เกิด ลักษณะเป็นจุดสีแดง ม่วง หรือชมพู 

รอยดำจากสิว สามารถมาจากสิวทุกประเภท โดยเฉพาะสิวอักเสบ มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำ สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น การทำให้แผลจากสิวโดนแสงแดดทำให้ร่างกายต้องผลิตเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดน้ำตาล เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV และปัจจัยในเรื่องของการอักเสบอื่นๆ จากการบีบสิว แกะสิว

 

วิธีการรักษา “รอยสิว” หมดปัญหาผิวกวนใจ!

เลือกใช้สกินแคร์ เซรั่ม ครีม ที่มีส่วนผสมของสารที่มีฤทธฺ์ช่วยลดรอยต่างๆ เช่น

  • Glycolic Acid
  • Niacinamide (Vitamin B3)
  • Tranexamic Acid
  • Thiamidol
  • Kojic Acid
  • Vitamin C
  • Retinols (Vitamin A)
  • licorice extract

รวมไปถึงการทาครีมกันแดด (Sunscreen) เป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดรอยสิวนั่นเอง

 

“ลดรอยสิว” แบบเร่งด่วน ต้องทำอะไรบ้าง?

รอยสิวโดยธรรมชาติแล้วสามารถหายได้เอง และสามารถใช้วัตถุดิบธรรมชาติในการรักษาให้หายได้ แต่ข้อเสียนั่นคือ ใช้เวลาค่อนข้างนาน เมื่อเทียบกับการใช้เครื่องมือแพทย์ หรือหัตถการที่คลินิกความงาม ที่เป็นวิธีลดรอยสิวทีดีและเร็วที่สุด

  1. การผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส โดยใช้สารเคมีที่ใช้ในการผลัดเซลล์ผิวโดยเฉพาะ แบ่งเป็น 3 ประเภทตามความเข้มข้นต่ำไปสูง ได้แก่ Superficial peels ความเข้มข้นต่ำสุด เป็นสารจำพวก alpha-hydroxy acid สามารถผลัดเซลล์ผิวได้เฉพาะชั้นนอกสุด, Medium peels ความเข้มข้นปานกลาง ใช้สารจำพวก trichloroacetic หรือ glycolic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก-กลาง ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ถูกทำร้ายออก, Deep peels ความเข้มข้นสูงสุด ใช่สารจำพวก phenol หรือ tricholoracetic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ถูกทำร้ายตามแนวผิวชั้นกลางได้ดี ทั้งนี้ การใช้สารผลัดเซลล์ผิว ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากใช้ในความเข้มข้นที่สูงเกินไป อาจจะเกิดผลข้างเคียงเช่น ผิวไวต่อแดด หรือผิวไหม้ได้
  2. เลเซอร์ (Laser) เหมาะสำหรับรอยสิวที่ฝังลึกและจัดการได้ยากและรอยสิวที่มีขนาดใหญ่ การเลเซอร์จะเป็นการใช้คลื่นพลังงานเข้มข้นเข้าไปทำลายบริเวณจุดที่เป็นรอยสิว เพื่อให้ร่างกายสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผิว การปกป้องผิวหลังเลเซอร์
  3. ฉีดเมโสหน้าใส (Mesotheraphy) หรือการฉีดวิตามินเข้าสู่ผิว ไม่ว่าจะเป็น การช่วยต้านอนุมูลอิสระต่างๆที่ก่อให้เกิดรอยสิว ช่วยกระตุ้นให้ผิวผลัดเซลล์ที่ตายแล้วออก เผยผิวกระจางใสมากขึ้น รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ผิวใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทวิตามินหรือสารบำรุงผิวที่ฉีดเข้าสู่ผิวหนังอีกด้วย  แนะนำให้ฉีดผิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อวิตามินผิวมาฉีดเอง อาจเกิดผลข้างเคียงและอันตรายได้

หลุมสิว

หลุมสิว

“หลุมสิว” มีกี่ระดับ หน้าเป็นหลุม สาเหตุเกิดจากอะไร?

หลุมสิว (Atrophic Scars) หรือ รอยหลุมสิว เป็นหนึ่งในปัญหารอยสิว ที่มีลักษณะเป็นหลุมแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากรักษาสิว โดยปกติแล้ว หากกระบวนการรักษาแผลจากสิวของร่างกายทำงานได้ดี จะสามารถรักษาสิวให้หายได้โดยไม่เกิดหลุมสิว แต่สำหรับในบางกรณีระหว่างขั้นตอนของการรักษาสิว คอลลาเจนและเนื้อเยื่อในชั้นผิวเกิดความเสียหาย นิยมพบในผิวที่มีปัญหาสิวขนาดใหญ่ และสิวที่ถูกทิ้งไว้นาน ทำให้ผิวหนังสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดพังผืดดึงผิวหนังจนเกิดเป็นหลุมสิว 

โดยหลุมสิวสามารถแบ่งเป็น  3 ประเภทตามลักษณะหลุม ดังนี้

 

1.Ice Pick Scar

หลุมสิว ice pick

ลักษณะหลุมคล้ายหยดน้ำแข็ง ปากหลุมจะแคปแต่ลึก เป็นหลุมสิวประเภทที่รักษายากที่สุดเพราะหลุมนั้นลึกไปจนถึงชั้นผิวหนังแท้หรือผิวชั้นใน ทำให้คอลลาเจนบนผิวนั้นหายไปด้วยทำให้หลุ่มสิวประเภทนี้ ไม่มีพังผืด เพราะเซลล์ผิวถูกทำลายไปจนหมด

2. Box Scar

box scar หลุมสิว

ลักษณะหลุมจะมีพื้นกว้าง ปากกว้าง เหมือนกับกล่อง ความกว้างหลุมจะมีขนาดใหญ่กว่า Ice Pick Scar แต่จะไม่ลึกเท่า ความรุนแรงระดับปานกลาง และมีพังผืดเกาะที่ผิวชั้นใน

3. Rolling Scar

เป็นหลุมสิวประเภททั่วไป นิยมเกิดในบริเวณที่มีผิวค่อนข้างหนา เช่น บริเวณแก้ม บริเวณกราม เป็นต้น หลุมสิวประเภทนี้จะมีความลึกที่สุด สามารถรักษาได้ง่ายกว่า

วิธีรักษาหลุมสิว รักษาวิธีไหนดีที่สุด?

การรักษาหลุมสิวจะขึ้นอยู่กับปัญหาของหลุมสิวแต่ละประเภท หากรักษาโดยวิธีที่เหมาะสมกับปัญหาหลุมสิวที่เป็นอยู่ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและคืนผิวให้กลับมาเรียบเนียนขึ้นอีกครั้งแน่นอน โดยวิธีการรักษาหลุมสิว มีดังนี้

  1. รักษาหลุมสิวด้วย เลเซอร์ (Laser) ช่วยกระตุ้นให้ผิวเกิดการสร้างเซลล์และคอลลาเจนบริเวณหลุมสิว ทำให้หลุมตื้นขึ้น โดยการเลเซอร์มีทั้งประเภทลอกสิว และไม่ลอกสิว เลเซอร์มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาหลุ่มสิวที่เป็นอยู่ เช่น Fractional Co2 Laser, Fraxel, Fine Scan, Fractional, Pico Laser, e-matrix เป็นต้น ข้อควรระวังผิวแดง แห้งลอก ตกสะเก็ดหลังการทำเลเซอร์ โดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีมกันแดดทุกครั้ง วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ใบหน้าในการทำงานหรือออกไปข้างนอก
  2. รักษาหลุมสิวด้วย คลื่นวิทยุ (Radiofrequency – RF) การทำงานจะเหมือนกับการฉายแสงเลเซอร์ เพียงแต่จะใช้คลื่นพลังงานความร้อน  เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นใน  ระยะการพักฟื้นจะน้อยกว่าถ้าเทียบกับวิธีรักษาด้วยเลเซอร์ ควรระวังผลข้างเคียงจากความร้อนเช่น หน้าบวม แดง เป็นต้น
  3. การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Fermabasion) เป็นการผลัดเซลล์ผิวโดยการใช้เกล็ดอัญมนีขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่พร้อมทั้งช่วยลดเรือนจุดด่างดำบนผิวหน้าได้อีกด้วย วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวชนิด Rolling scars และ Box scars โดยควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ระหว่างการกรอเซลล์ผิวออก
  4. การใช้กรดลอกผิว (Chemical Peeling) วิธีนี้เหมาะสำหรับหลุ่มสิวประเภท Ice pick scars แบบตื้น และ Rolling scars ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส โดยใช้สารเคมีที่ใช้ในการผลัดเซลล์ผิวโดยเฉพาะ แบ่งเป็น 3 ประเภทตามความเข้มข้นต่ำไปสูง ทั้งนี้ การใช้สารผลัดเซลล์ผิว ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากใช้ในความเข้มข้นที่สูงเกินไป อาจจะเกิดผลข้างเคียงเช่น ผิวไวต่อแดด หรือผิวไหม้ได้
  5. การตัดพังผืด (Subcision) เป็นวิธีที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้เข็มขนาดเล็กเพื่อตัด เลาะ ให้พังผืดที่รั้งผิวหนังไว้ให้ขนาดออก ทำให้ผิวตื้นขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่จากแผลพังผืดที่เกิดขึ้นด้วย ในระหว่างการทำ subcision จะได้ยินเสียงพังผืดขาด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ วิธีนี้เหมาะสำหรับหลุมสิวแบบ Rolling scars และ Box scars โดยหลังทำอาจจะมีอาการบวม ช้ำเขียว ควรดูแลระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อโดยการทายาตามแพทย์สั่งและรักษาความสะอาดบริเวณแผลให้ดี
  6. การผ่าตัดหลุมสิว (Punch Excision) เป็นวิธีผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือขนาดเล็กในการดึงขอบหลุมสิวมาเย็บติดกัน วิธีนี้จะเหมาะกับหลุมสิวที่มีขนาดปากเล็กเล็ก เช่น Ice pick scars และ box scars ที่มีปากเล็กไม่เกิน 3 มม. โดยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
  7. การฉีดฟีลเลอร์หลุมสิว (Filler Injection) คือการฉีดสารประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic acids, HA) ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวเข้าไปเติมเต็มบริเสณหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น พร้อมทั้งช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวอีกด้วย ควรทำโดยหมอผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดพังผืดเพิ่มขึ้นจะการใช้เข็มฉีดฟีลเลอร์ วิธีนี้จะสามารถเห็นผลทันทีหลังจากทำ แต่ก็มีข้อเสียคือ HA สลายไปตามการเวลา ต้องมาฉีดเติมเป็นระยะทุกๆ 6-12 เดือนขึ้นอยู่กับคุณภาพฟีลเลอร์ที่ฉีด
  8. การฉีดเมโสรักษาหลุมสิว (Mesotheraphy) หรือ การฉีดมาเด้คอลลาเจน (Made Collagen) ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนและวิตามินบำรุงผิวต่างๆ ช่วยในการฟื้นฟู ซ่อมแซมเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี ผิวถูกกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ผิวเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับหลุมสิวที่มีความรุนแรงไม่มาก เน้นให้ผิวเก็บรักษาความชุ่มชื้นได้ดี

 

Reference 

  1. https://www.healthline.com/health/acne-scars
  2. https://www.healthline.com/health/skin/red-spots-on-skin
  3. https://miiskin.com/anti-aging-beauty/best-ingredients-for-hyperpigmentation/
  4. https://www.medicalnewstoday.com/articles/324833
  5. https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/how-to-get-rid-of-dark-spots
  6. https://www.healthline.com/health/beauty-skin-care/how-to-remove-dark-spots-caused-by-pimples
  7. https://www.healthline.com/health/home-remedies-for-pigmentation
  8. https://www.healthline.com/health/chemical-peels#overview
  9. https://skinkraft.com/blogs/articles/ice-pick-acne-scars
  10. https://www.acnesupport.org.uk/scarring/rolling-scars/